เรียกเงินครึ่งแสนจบคดีทุบรถ ด้านนักกม.ชี้ช่องเอาคืน!!

เจ้าของกระบะยันเรียกเงินครึ่งแสน หลังถูกทุบรถ ด้านนักกฎหมายชี้ช่องเอาคืน ยันจอดรถขวางประตูบ้าน มีสิทธิ์ติดคุก ควรให้ศาลวินิจฉัยคดีนี้เป็นอีกตัวอย่าง

จากกรณีโลกโซเชียลวิพากษ์วิจารณ์ คลิปวีดีโอเหตุการณ์ หญิงสูงวัยกำลังใช้ขวานฟันและพลั่วฟัน-ทุบ เข้าไปที่รถยนต์กระบะ เนื่องจากจอดรถขวางหน้าบ้านพักของตนเอง ซึ่งภายหลังเจ้าของรถยนต์กระบะเข้าแจ้งความเอาผิดข้อหาทำให้เสียทรัพย์ โดยตำรวจพยายามติดต่อให้ผู้ก่อเหตุเข้ามาพบ เพื่อสอบถามข้อเท็จจริงก่อนดำเนินการตามกฎหมาย แต่ปรากฏว่าไม่สามารถติดต่อได้ เตรียมนำหมายเรียกไปติดไว้หน้าบ้านพัก ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อวันที่ 19 ก.พ. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวจากสน.ประเวศว่า น.ส.รชนิกร เลิศวาสนา เจ้าของรถต้องการเงินค่าเสียหายจำนวน 50,000 บาท เพื่อนำไปซ่อมแซมรถยนต์ที่เสียหาย จึงได้เข้าแจ้งความกับตำรวจให้บังคับใช้กฎหมายกับฝ่ายผู้ก่อเหตุ ซึ่งหากมีการชดใช้จนเป็นที่น่าพอใจ ก็จะยินยอมไม่เอาความ อย่างไรก็ตามทางตำรวจได้เรียกตัว น.ส.รชนิกร มาเข้าให้ปากคำอีกครั้ง ภายหลังเปิดเผยว่า ตนยอมรับผิดที่ไปจอดรถขวางหน้าบ้านจริง แต่เป็นเพราะตนเข้าใจว่าบ้านหลังดังกล่าวถูกบังคับคดีและเป็นบ้านร้างจึงจอดรถไว้ และปกติตนเป็นคนที่จอดรถแล้วจะล็อคเบรคมือตลอด อีกทั้งตนไม่ใช่คนในพื้นที่ เพราะตนอยู่มหาชัย จ.สมุทรสาคร จึงไม่รู้ว่าบ้านหลังดังกล่าวเป็นอย่างไร หากมีเหตุจำเป็นที่ต้องออกจากบ้านตนก็ต้องขอโทษจริง ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตนยอมรับผิดที่ไปจอดรถขวางทางหน้าบ้าน แต่เขาก็ไม่ควรที่จะทำแบบนั้นกับคนอื่น ยืนยันว่าจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องแบบนี้กับใครอีก

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ในช่วงเช้าวันเสาร์อาทิตย์จะมีประชาชนจำนวนมากมาจับจ่ายชื่อของกันเป็นเหตุให้มีรถยนต์มาจอดริมถนนจำนวนมาก ทั้งที่มีลานจอดรถเก็บเงิน 20 บาท แต่บางคนก็ไม่ไปจอดกัน ที่ผ่านมาพ่อของเจ้าของบ้านป่วยเป็นโรคหัวใจกำเริบหนัก คนในบ้านไม่สามารถพาไปโรงพยาบาลได้เนื่องจากมีรถจอดขวางหน้าบ้าน เป็นเหตุให้พ่อเสียชีวิต ทางเจ้าของบ้านจึงฟ้องร้องตลาดจนชนะคดี และแจ้งความเรียกตำรวจมาจัดการกับคนที่จอดรถขวางหน้าบ้านทำให้มีปากเสียงกันเป็นประจำ

ขณะเดียวกันผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายเปิดเผยกับ เดลินิวส์ออนไลน์ ว่าคดีนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน เนื่องจากมีการวิพากษ์วิจารณ์ทำนองว่า มีการนำเอาคำพิพากษาของศาลไปติดไว้น้าบ้าน ว่าไม่ให้จอดรถกีดขวางทาง แต่หากดูให้ดีจะเป็นเรื่องของข้อพิพาทคัดค้านไม่ให้ก่อสร้างอาคารและตลาดบริเวณดังกล่าว ไม่ใช่คำพิพากษาห้ามไม่ให้จอดรถ ตามที่หลายฝ่ายระบุไว้

แหลงข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ยังระบุด้วยว่า สำหรับกรณีที่เกิดขึ้นอาจมีการอ้างว่าเป็นเรื่องของการบันดาลโทสะ คือ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ผู้ใดบันดาลโทสะโดยถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จึงกระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะนั้น ศาลจะลงโทษผู้นั้นน้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ สำหรับความผิดนั้นเพียงใดก็ได้ ตามหลักเกณฑ์ 1. ผู้กระทำความผิดถูกข่มเหงอย่างร้ายแรง ด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม 2. การถูกข่มเหงเช่นนั้นเป็นเหตุให้ผู้กระทำบันดาลโทสะ 3. ผู้กระทำได้กระทำความผิดต่อผู้ข่มเหงในขณะบันดาลโทสะ

“หากดูจากคลิปเหตุการณ์ แล้วนำมาร่วมพิจารณาในเรื่องของความสูญเสียที่เกิดขึ้นในอดีต ตามที่ตำรวจระบุว่า การจอดรถกีดขวางทำให้ครอบครัวของเจ้าของบ้านเกิดการสูญเสียพาคนป่วยไปรพ.ไม่ทันซึ่งถือเป็นปมในใจ จึงควรให้ศาลวินิจฉัยว่า การจอดรถขวางทางเข้าออกบ้านในครั้งนี้ เจ้าของบ้านถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงหรือไม่ จะได้เป็นคดีตัวอย่างอีกคดี”  แหลงข่าวผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย กล่าวทิ้งท้าย.

อย่างไรก็ตามมารยาทของผู้ขับขี่เมื่อเห็นว่าเป็นทางเข้าบ้าน ก็ไม่ควรนำรถไปจอดขวางหรือทำให้เจ้าของบ้านเข้า-ออกไม่สะดวก ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้เคยมีคำพิพากษาศาลฎีกามาแล้ว โดยเฟซบุ๊กของ นายเกิดผล แก้วเกิด ทนายความชื่อดังระบุไว้ว่า ถ้าหากจอดรถขวางทางประตูเข้าบ้านก็มีสิทธิ์ติดคุก 1 เดือน ปรับ 10,000 บาท ได้  

ดังคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1908/2518 จำเลยจอดรถขวางกั้นไม่ให้โจทก์ถอยรถออกไปจากซอยที่เกิดเหตุ เป็นเพียงขัดขวางไม่ให้โจทก์นำรถออกไปได้เท่านั้น ส่วนตัวโจทก์มีอิสระที่จะออกไปจากซอยได้ การกระทำของจำเลยยังไม่เป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 แต่เป็นการรังแกข่มเหงทำให้โจทก์ได้รับความเดือดร้อนรำคาญ แม้ซอยนั้นจะอยู่ในที่ดินของผู้มีชื่อซึ่งแบ่งให้ผู้อื่นเช่าปลูกบ้าน แต่ประชาชนก็ชอบที่จะเข้าออกไปติดต่อกับผู้ที่อยู่ในซอยนั้นได้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำในที่สาธารณสถาน จึงมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 397

(มาตรา 397  ผู้ใดกระทำด้วยประการใด ๆ ต่อผู้อื่น อันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคาม หรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญ ต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าพันบาท ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งเป็นการกระทำในที่สาธารณสถาน หรือต่อหน้าธารกำนัลหรือเป็นการกระทำอันมีลักษณะส่อไปในทางที่จะล่วงเกินทางเพศ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน หรือปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคสองเป็นการกระทำโดยอาศัยเหตุที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือผู้ถูกกระทำอันเนื่องจากความสัมพันธ์ในฐานะที่เป็นผู้บังคับบัญชา นายจ้าง หรือผู้มีอำนาจเหนือประการอื่น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งเดือน และปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท)